สสปน. ริเริ่มดึงงาน Air Show มาจัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อยกระดับสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออกและประเทศไทย สู่ศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอาเซียน

TCEB

สำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ริเริ่มดึงงาน Air Show เข้ามาจัดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยได้พิจารณาเห็นว่า สนามบินอู่ตะเภามีศักยภาพในการจัดงาน จึงนำเสนอโครงการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. พิจารณาผลักดันให้มีการจัดงานต่อไป เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินในอาเซียน

TCEB

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. กล่าวในฐานะประธานเปิดงานว่า “การจัดงาน Thailand International Air Show ครั้งแรกนี้ จะเป็นการเปิดมิติใหม่ในหลายด้าน เช่น ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดแสดง และการค้าด้านอากาศยาน เป็นงานนานาชาติขนาดใหญ่จากความคิดริเริ่มของ สสปน. และเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยสู่ตลาดโลก อีกทั้งการจัดงานนี้ยังช่วยส่งเสริมประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกชิ้นส่วนอากาศยานของโลก ดังข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมการลงทุนที่ระบุว่าในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทยส่งออกชิ้นส่วนและอุปกรณ์อากาศยานมากถึง 3,180 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบแสนล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าวก็จะได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของโลกอย่างเต็มศักยภาพ”

TCEB

นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. กล่าวว่า “สสปน. นอกจากจะเป็นองค์กรหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมไมซ์ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างความเจริญ และกระจายรายได้ไปสู่ทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืนแล้ว เรายังมีบทบาทหน้าที่ในฐานะ National Bidder ดึงงานระดับโลกเข้ามาจัดในประเทศไทย เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับภาคสังคม เศรษฐกิจ และระบบนิเวศของการจัดประชุม งานแสดงสินค้า และงานเทศกาลนานาชาติ โดยจากนโยบาย Thailand 4.0 ที่มุ่งเน้นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 12 S-Curve โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (Focused Industries) ซึ่งอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation & Logistics) เป็นหนึ่งในนั้น และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่มีนโยบายพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกในพื้นที่ EEC เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินของอาเซียน สสปน. จึงได้ริเริ่มและผลักดันการจัดงาน “Thailand International Air Show” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Future of Aerospace ซึ่งนำเสนอจุดยืนที่เน้นการแสดงนวัตกรรมในอนาคต (Innovation Technology) เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของไทยแลนด์ 4.0 ในทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นพลเรือน พาณิชย์ หรือหน่วยความมั่นคง”

“สำหรับที่มาและแนวคิดในการดึงงานแสดงสินค้าระดับโลกนี้มาจัดแสดงในประเทศไทยนั้น ต้องย้อนหลังไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เมื่อ สสปน. ขานรับนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 และในปี พ.ศ. 2561 ประเทศไทย โดย สสปน. ได้เริ่มทำการศึกษาข้อมูลการจัดงานแอร์โชว์ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการดึงงานแอร์โชว์มาจัดในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2562 สสปน. ได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้รวมถึงโมเดลความร่วมมือในแบบต่าง ๆ เพื่อวางกรอบความร่วมมือในการจัดงานแสดงสินค้าด้านการบิน ซึ่งภายหลังจากนั้น ได้มีการทำกิจกรรมประชาพิจารณ์และประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบัน สสปน. นำเสนอขอให้ประเทศไทยจัดงานดังกล่าว โดยเรียนเชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) กองทัพเรือ (ทร.) และเมืองพัทยา พิจารณาร่วมผลักดันการจัดงานต่อไป”
“นอกจากนี้ สสปน. ยังมุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ของไทย รวมถึงเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่ เพื่อรองรับการจัดงาน “Thailand International Air Show” ผ่านโครงการ “Road to Air Show” โดยริเริ่มสัปดาห์งานแสดงสินค้าและงานในอุตสาหกรรมไมซ์ ภายใต้ชื่อ “Aviation & LOG-IN Week” ซึ่งเป็นการรวมงานแสดง การประชุม และงานเมกกะอีเว้นท์ เพื่อต่อยอดโอกาสในการเข้าร่วมงาน ให้เกิดการมีส่วนร่วมในงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น ๆ ตลอดจนช่วยกระตุ้นผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจแบบทวีคูณ โดย สสปน. คาดว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566-2570 จะมีการจัดงานในโครงการ “Aviation & LOG-IN Week” ทั้งงานใหม่และงานที่จัดต่อเนื่องจำนวน 28 งานในพื้นที่ EEC ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าทางเศรษฐกิจของงาน Thailand International Air Show ในช่วงเวลานั้น จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากถึง 8,200 ล้านบาท”

TCEB
นายโชคชัย ปัญญายงค์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “สกพอ. เป็นหน่วยงานของรัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลงทุน ยกระดับนวัตกรรม และพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย และมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกด้านการติดต่อดำเนินธุรกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor หรือ EEC) ทั้งนี้ สกพอ. มีความยินดี และชื่นชมแนวคิดของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ที่ต้องการผลักดันให้มีงานแสดงสินค้าด้านการบิน และโลจิสติกส์ระดับโลกในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ บริการ และแรงงาน รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมการบินของไทย ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องสาขาต่าง ๆ ให้ก้าวหน้า และทัดเทียมมาตรฐานสากล อีกทั้งโครงการนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออกในพื้นที่ EEC เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมการบินของอาเซียน”

“จากการที่ประเทศไทยมีความโดดเด่นในด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งและมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละภูมิภาค จึงทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอันดับต้น ๆ จากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งสนามบินหลัก 6 แห่งในประเทศไทยในปี 2019 สามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารกว่า 140 ล้านคนต่อปี มีปริมาณเที่ยวบินขาออกไปยังทั่วโลกมากถึง 450,000 เที่ยวบินต่อปี และทั้งประเทศมีปริมาณการใช้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน เป็นมูลค่ากว่า 36,500 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนอากาศยานที่จดทะเบียนในประเทศกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยถึง 679 ลำ”

“เพื่อเป็นการสนองนโยบายของภาครัฐตามแผนพัฒนาประเทศ และส่งเสริมอุตสาหกรรมการบิน และโลจิสติกส์ สกพอ. จึงได้ดำเนินการผลักดันการพัฒนาให้ประเทศไทยเพิ่มศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินครบวงจร จึงบรรจุการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินอย่างครบวงจร อาทิ ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance Repair and Overhaul: MRO) การผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน (Parts Manufacturing) และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการบูรณาการกิจกรรมเหล่านี้อยู่ในพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมการบินภายในพื้นที่สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ทั้งนี้ การจัดงาน Thailand International Airshow ในอนาคตนั้น นับเป็นโอกาสอันดีที่จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการประกาศศักยภาพอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย ที่ไม่ใช่เพียงแค่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่สามารถเป็น Aviation Hub หรือศูนย์กลางด้านธุรกิจการบินอย่างครบวงจรอีกด้วย”

TCEB

นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา กล่าวถึงความร่วมมือในฐานะเมืองเจ้าภาพว่า “งาน Thailand International Air Show ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ NEO Pattaya เป็นอย่างมาก เพื่อผลักดันพัทยาให้เป็น Smart City ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การลงทุน การคมนาคมขนส่งแห่งภาคตะวันออก”

“สำหรับในด้านความพร้อมในการจัดงาน จากการพัฒนาเมืองพัทยาให้เป็น Smart City อีกทั้งมีสนามบินอู่ตะเภาที่จะเป็นสนามบินหลักอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การทำธุรกิจ การพักอาศัย ผสมผสานอย่างลงตัว เช่นเดียวกับเมืองนานาชาติระดับโลก เมืองพัทยายุคใหม่จะยกระดับด้วยเทคโนโลยี Digital Transformation สร้างความสะดวกให้ประชาชน นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยว ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ทำให้พัทยาโดดเด่นเป็นศูนย์กลางของโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ฉะนั้น เราจึงมีความพร้อมในการจัดงานยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติเป็นอย่างมาก งานในครั้งนี้จะสามารถพัฒนา และยกระดับเศรษฐกิจไม่ใช่แค่ในเมืองพัทยา แต่จะเป็นการยกระดับเพื่อประเทศชาติ จะมีการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน ผู้ประกอบการต่าง ๆ เมืองพัทยามีความภูมิใจเป็นอย่างมากในการเป็นเมืองตัวแทนประเทศไทยในการจัดงานระดับโลก “Thailand International Air Show” ในครั้งนี้

ทั้งนี้ ทุกภาคีที่มีส่วนร่วมคาดว่า การจัดงาน “Thailand International Air Show” นี้ จะนำมาซึ่งการพัฒนาและความเจริญเติบโตของภาคชุมชน สังคม ธุรกิจ อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกทั้งยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของอาเซียนได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Leave a Reply